Frozen Flower : รสนิยม ชาตินิยม (เปิดเผยสาระสำคัญ) – ทัวร์เกาหลีถูก
หนังทัวร์เกาหลีถูกอีกเรื่องที่เจริญรอยตามความสำเร็จของ King and the crown แม้เปลือกนอกและรูปแบบการนำเสนอเหมือนจะไปในแนวเดียวกัน แต่หากวัดกันที่มาตรฐานงานสร้าง ชั้นเชิงการเล่าเรื่องและความราบรื่นลื่นไหลของความรู้สึก ในความคิดของผม King and the crown ก็ยังโดดเด่นและยอดเยี่ยมกว่าอย่างเห็นได้ชัด (โดยไม่ต้องอาศัยฉากอย่างว่ามาเป็นอีกแรงหนึ่งในการโปรโมต)
แต่หากมุ่งพินิจพิจารณาไปที่เนื้อหาของ Frozen Flower เป็นสำคัญ ก็ยังปรากฏสารัตถะที่น่าสนใจ ควรแก่การขบคิดและชวนให้ถกกันได้อยู่ไม่น้อย
พล็อตเรื่องว่าด้วยรักสามเส้าที่แสนจะโบราณเหมาะสมกับยุคสมัยตามท้องเรื่อง หนังเริ่มต้นอย่างไม่#สลับซับซ้อนแต่กลับค่อยๆ ตึงเครียดขึ้นเป็นระยะ ก่อนที่จะระเบิดไคลแม็กซ์และลาโรงจบไปอย่างเรื่องโศกนาฏกรรมของเช็คสเปียร์
พระราชาแห่งราชวงศ์โครยอปกครองแผ่นดินภายใต้การเป็นอาณานิคมของราชวงศ์หยวนแห่งมองโกล พระองค์มีพระมเหสีแต่ด้วยรสนิยมโปรดเพศเดียวกันจึงไม่อาจมีพระโอรสสืบราชบัลลังก์ได้ หลังถูกกดดันทางการเมืองจากเจ้าอาณานิคมครั้งแล้วครั้งเล่าเรื่องการให้กำเนิดพระโอรส พระราชาทรงคิดหาทางออกด้วยการให้องครักษ์คนสนิทซึ่งพระองค์ไว้ใจที่สุดช่วยกระทำภารกิจนี้แทน เพราะบัญชาพระราชาทำให้ทั้งองค์รักษ์และพระมเหสีต้องตกอยู่ในภาวะฝืนใจทน ต่อมาความรู้สึกขัดแย้งจากปฏิสัมพันธ์ทางเรือนร่างของทั้งสองก็ค่อย ๆ ความก้าวหน้ากลายเป็นความรัก ในขณะเดียวกัน ความไว้วางใจของพระราชาซึ่งถูกทรยศก็กลายสภาพเป็นไฟโทสะที่ไม่อาจควบคุม
ความสัมพันธ์ของคนทั้งสามคลุมเครือไปด้วยแรงมุ่งและความรัก ความไม่ชัดเจนของพฤติกรรมตัวละครนี้เองที่ก่อให้เกิดการตีความได้หลากหลายของผู้ชม ว่าระหว่างตัวละครคู่ไหนที่รักกันจริงหรือผูกพันกันแค่เรื่องกามารมณ์
คล้ายว่าจะง่ายดายแก่การแบ่งพวกแยกประเภท แต่บ่อยครั้งที่ทั้งสองอารมณ์นี้มักเกิดขึ้นพร้อมกัน ในสิ่งหนึ่งก็ยังมีอีกสิ่งหนึ่งผสมปะปนอยู่ เป็นหยินหยางระหว่างความรักและความใคร่ เหมือนหยินหยางระหว่างชายและหญิงในเพศสภาพที่เรียกว่าโฮโมเซ็กซ์ชวล
Frozen Flower นอกจากจะสะท้อนสภาพจิตและวิธีคิดของมนุษย์ หนังยังอธิบายเปรียบเทียบให้เห็นธรรมชาติในทางการเมืองหรือสังคม หนังวางคู่ความสัมพันธ์ได้น่าสนใจระหว่างผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า (ฝ่าย active) และผู้อยู่ใต้อำนาจปกครอง (ฝ่าย passive) เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างพระราชาซึ่งเป็นเจ้าปกครองแผ่นดินกับองค์รักษ์ (อาจตีความได้ถึงบทบาทในความสัมพันธ์ทางเพศระหว่างผู้คุมเกมและผู้ยอมตาม ท่าทีในฉากประดาบซึ่งพระราชามีความสามารถเหนือกว่า หรือแม้แต่ฉากภาพเขียนที่พระราชาวาดฝันให้ตัวเองดำรงฐานะเป็นผู้นำอยู่เสมอ) บทบาทระหว่างชาย-หญิงในลีลาการร่วมรักระหว่างองค์รักษ์และมเหสี (ซึ่งมีฝ่ายชายเป็นผู้นำ) ความสัมพันธ์ในลักษณะของศัตรูคู่อริระหว่างองค์รักษ์ซึ่งเป็นหัวหน้าหน่วยทหารกับรองหัวหน้าจอมเจ้าเล่ห์ที่จ้องจะเป็นใหญ่อยู่ตลอดเวลา (รองหัวหน้าแสดงอาการไม่พอใจเสมอเมื่อต้องอยู่ในฐานะที่ต่ำต้อยกว่าหัวหน้า) หรือแม้แต่การที่ราชวงศ์โครยอจำต้องตกเป็นเบี้ยล่าง เป็นข้าอาณานิคมของราชวงศ์หยวนอันยิ่งใหญ่
ความสัมพันธ์แต่ละคู่แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่ต่างกัน แต่กลับสะท้อนธรรมชาติประการหนึ่งที่เหมือนกัน นั่นคือไม่มีใครต้องการถูกกดขี่ ไม่มีใครต้องการตกเป็นเบี้ยล่าง ทั้งในเชิงกายภาพและในจิตใจ ทุกคนล้วนต้องการอิสรภาพและกระหายที่จะลุกขึ้นมาเป็นนายตัวเอง ในระดับมนุษย์ปุถุชนย่อมปรารถนาสิทธิเสรีภาพในทางเลือก ในระดับของสังคมการเมืองระหว่างประเทศทุกชนชาติย่อมปรารถนาที่จะมีเอกราชและอำนาจอธิปไตยของตนเอง
ความปรารถนาของแต่ละตัวละครถูกสะท้อนผ่านภาพนกในกรงของพระราชา
พระราชาติดอยู่ในกรอบกรงแห่งโบราณราชประเพณีและตกอยู่ภายใต้การครอบงำจากชาติมหาอำนาจ
องครักษ์ติดอยู่ในกรอบกรงแห่งหน้าที่จนกระทั่งแยกประเภทไม่ออกระหว่างสิ่งที่ต้องทำและสิ่งที่ประสงค์
พระมเหสีซึ่งผมเปรียบนางเป็นเหมือนบุหงารมควัน แม้จะคงกลิ่นหอมอยู่ได้ยาวนานแต่ก็เป็นเพียงดอกไม้ที่แห้งเฉา ไม่เคยได้สัมผัสความชุ่มชื่นแห่งรสรักอย่างที่ผู้หญิงผู้ครองเรือนควรจะได้รับจากสามี
Frozen Flower ใช้ตัวละครของพระราชาในมิติที่ต่างๆ นาๆ ในแง่หนึ่งเขาคือชายหนุ่มที่ต้องการจะครองใจองครักษ์ผู้เป็นที่รักแต่ก็ต้องผิดหวังด้วยคำพูดเสียดแทงในฉากจบ ในอีกแง่หนึ่งพระราชาเป็นตัวแทนความเป็น “ชาตินิยม” พระองค์คาดหวังความจงรักภักดีจากเหล่าข้าราชสำนักแต่กลับต้องผิดหวังเพราะยังปรากฏคนคิดกบฏและฉ้อราษฎร์บังหลวง พระองค์ระเบิดแรงโทสะใส่ด้วยการสั่งประหารขุนนางเหล่านั้นเสียสิ้น
เราอาจครองกลิ่นหอมหวนของบุหงาได้แสนนาน หรือเป็นอิสรภาพของสิ่งมีชีวิตใดๆ ได้แม้กระทั่งมนุษย์ตราบตลอดอายุขัย (เห็นได้ชัดในฉากแรกที่ทหารหนุ่มลักลอบหนีออกจากวังกับนางสนมแต่ก็ไม่สำเร็จ) ทว่าเรื่องของหัวใจกลับเป็นข้อยกเว้น เราห้ามความรักไม่ได้ฉันใด เราก็คงบังคับให้รักไม่ได้ฉันนั้น สะท้อนให้เห็นว่าธรรมชาติของความรักนั้นอยู่เหนือการครอบครองและควบคุม (ทั้งการบังคับให้รักตัวเราและการบังคับให้รักชาติรักแผ่นดิน)
ฉากควบม้าอันเป็นภาพฝันในตอนจบสื่อถึงอิสรภาพที่งดงามระหว่างพระราชาและองครักษ์ เป็นภาพอุดมคติที่พระราชาได้ทำอย่างที่ใจนึกฝันและองค์รักษ์ก็ได้เปิดเผยอย่างเป็นตัวเอง ผมเชื่อว่านี่ไม่ใช่เพียงแค่ภาพฝันของคนสองคน แต่เป็นภาพฝันของสังคมโลก สังคมของมนุษยชาติที่เราจะอยู่ร่วมกันฉันท์มิตร ไม่ใช่ในฐานะที่ใครเหนือหรือต่ำกว่าใคร ทัวร์เกาหลีถูกอีกเรื่องที่เจริญรอยตามความสำเร็จของ King and the crown แม้เปลือกนอกและรูปแบบการนำเสนอเหมือนจะไปในแนวเดียวกัน แต่หากวัดกันที่มาตรฐานงานสร้าง ชั้นเชิงการเล่าเรื่องและความราบรื่นลื่นไหลของความรู้สึก ในความคิดของผม King and the crown ก็ยังโดดเด่นและยอดเยี่ยมกว่าอย่างเห็นได้ชัด (โดยไม่ต้องอาศัยฉากอย่างว่ามาเป็นอีกแรงหนึ่งในการโปรโมต)
แต่หากมุ่งพินิจพิจารณาไปที่เนื้อหาของ Frozen Flower เป็นสำคัญ ก็ยังปรากฏสารัตถะที่น่าสนใจ ควรแก่การขบคิดและชวนให้ถกกันได้อยู่ไม่น้อย
พล็อตเรื่องว่าด้วยรักสามเส้าที่แสนจะโบราณเหมาะสมกับยุคสมัยตามท้องเรื่อง หนังเริ่มต้นอย่างไม่#สลับซับซ้อนแต่กลับค่อยๆ ตึงเครียดขึ้นเป็นระยะ ก่อนที่จะระเบิดไคลแม็กซ์และลาโรงจบไปอย่างเรื่องโศกนาฏกรรมของเช็คสเปียร์
พระราชาแห่งราชวงศ์โครยอปกครองแผ่นดินภายใต้การเป็นอาณานิคมของราชวงศ์หยวนแห่งมองโกล พระองค์มีพระมเหสีแต่ด้วยรสนิยมโปรดเพศเดียวกันจึงไม่อาจมีพระโอรสสืบราชบัลลังก์ได้ หลังถูกกดดันทางการเมืองจากเจ้าอาณานิคมครั้งแล้วครั้งเล่าเรื่องการให้กำเนิดพระโอรส พระราชาทรงคิดหาทางออกด้วยการให้องครักษ์คนสนิทซึ่งพระองค์ไว้ใจที่สุดช่วยกระทำภารกิจนี้แทน เพราะบัญชาพระราชาทำให้ทั้งองค์รักษ์และพระมเหสีต้องตกอยู่ในภาวะฝืนใจทน ต่อมาความรู้สึกขัดแย้งจากปฏิสัมพันธ์ทางเรือนร่างของทั้งสองก็ค่อย ๆ ความก้าวหน้ากลายเป็นความรัก ในขณะเดียวกัน ความไว้วางใจของพระราชาซึ่งถูกทรยศก็กลายสภาพเป็นไฟโทสะที่ไม่อาจควบคุม
ความสัมพันธ์ของคนทั้งสามคลุมเครือไปด้วยแรงมุ่งและความรัก ความไม่ชัดเจนของพฤติกรรมตัวละครนี้เองที่ก่อให้เกิดการตีความได้หลากหลายของผู้ชม ว่าระหว่างตัวละครคู่ไหนที่รักกันจริงหรือผูกพันกันแค่เรื่องกามารมณ์
คล้ายว่าจะง่ายดายแก่การแบ่งพวกแยกประเภท แต่บ่อยครั้งที่ทั้งสองอารมณ์นี้มักเกิดขึ้นพร้อมกัน ในสิ่งหนึ่งก็ยังมีอีกสิ่งหนึ่งผสมปะปนอยู่ เป็นหยินหยางระหว่างความรักและความใคร่ เหมือนหยินหยางระหว่างชายและหญิงในเพศสภาพที่เรียกว่าโฮโมเซ็กซ์ชวล
Frozen Flower นอกจากจะสะท้อนสภาพจิตและวิธีคิดของมนุษย์ หนังยังอธิบายเปรียบเทียบให้เห็นธรรมชาติในทางการเมืองหรือสังคม หนังวางคู่ความสัมพันธ์ได้น่าสนใจระหว่างผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า (ฝ่าย active) และผู้อยู่ใต้อำนาจปกครอง (ฝ่าย passive) เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างพระราชาซึ่งเป็นเจ้าปกครองแผ่นดินกับองค์รักษ์ (อาจตีความได้ถึงบทบาทในความสัมพันธ์ทางเพศระหว่างผู้คุมเกมและผู้ยอมตาม ท่าทีในฉากประดาบซึ่งพระราชามีความสามารถเหนือกว่า หรือแม้แต่ฉากภาพเขียนที่พระราชาวาดฝันให้ตัวเองดำรงฐานะเป็นผู้นำอยู่เสมอ) บทบาทระหว่างชาย-หญิงในลีลาการร่วมรักระหว่างองค์รักษ์และมเหสี (ซึ่งมีฝ่ายชายเป็นผู้นำ) ความสัมพันธ์ในลักษณะของศัตรูคู่อริระหว่างองค์รักษ์ซึ่งเป็นหัวหน้าหน่วยทหารกับรองหัวหน้าจอมเจ้าเล่ห์ที่จ้องจะเป็นใหญ่อยู่ตลอดเวลา (รองหัวหน้าแสดงอาการไม่พอใจเสมอเมื่อต้องอยู่ในฐานะที่ต่ำต้อยกว่าหัวหน้า) หรือแม้แต่การที่ราชวงศ์โครยอจำต้องตกเป็นเบี้ยล่าง เป็นข้าอาณานิคมของราชวงศ์หยวนอันยิ่งใหญ่
ความสัมพันธ์แต่ละคู่แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่ต่างกัน แต่กลับสะท้อนธรรมชาติประการหนึ่งที่เหมือนกัน นั่นคือไม่มีใครต้องการถูกกดขี่ ไม่มีใครต้องการตกเป็นเบี้ยล่าง ทั้งในเชิงกายภาพและในจิตใจ ทุกคนล้วนต้องการอิสรภาพและกระหายที่จะลุกขึ้นมาเป็นนายตัวเอง ในระดับมนุษย์ปุถุชนย่อมปรารถนาสิทธิเสรีภาพในทางเลือก ในระดับของสังคมการเมืองระหว่างประเทศทุกชนชาติย่อมปรารถนาที่จะมีเอกราชและอำนาจอธิปไตยของตนเอง
ความปรารถนาของแต่ละตัวละครถูกสะท้อนผ่านภาพนกในกรงของพระราชา
พระราชาติดอยู่ในกรอบกรงแห่งโบราณราชประเพณีและตกอยู่ภายใต้การครอบงำจากชาติมหาอำนาจ
องครักษ์ติดอยู่ในกรอบกรงแห่งหน้าที่จนกระทั่งแยกประเภทไม่ออกระหว่างสิ่งที่ต้องทำและสิ่งที่ประสงค์
พระมเหสีซึ่งผมเปรียบนางเป็นเหมือนบุหงารมควัน แม้จะคงกลิ่นหอมอยู่ได้ยาวนานแต่ก็เป็นเพียงดอกไม้ที่แห้งเฉา ไม่เคยได้สัมผัสความชุ่มชื่นแห่งรสรักอย่างที่ผู้หญิงผู้ครองเรือนควรจะได้รับจากสามี
Frozen Flower ใช้ตัวละครของพระราชาในมิติที่ต่างๆ นาๆ ในแง่หนึ่งเขาคือชายหนุ่มที่ต้องการจะครองใจองครักษ์ผู้เป็นที่รักแต่ก็ต้องผิดหวังด้วยคำพูดเสียดแทงในฉากจบ ในอีกแง่หนึ่งพระราชาเป็นตัวแทนความเป็น “ชาตินิยม” พระองค์คาดหวังความจงรักภักดีจากเหล่าข้าราชสำนักแต่กลับต้องผิดหวังเพราะยังปรากฏคนคิดกบฏและฉ้อราษฎร์บังหลวง พระองค์ระเบิดแรงโทสะใส่ด้วยการสั่งประหารขุนนางเหล่านั้นเสียสิ้น
เราอาจครองกลิ่นหอมหวนของบุหงาได้แสนนาน หรือเป็นอิสรภาพของสิ่งมีชีวิตใดๆ ได้แม้กระทั่งมนุษย์ตราบตลอดอายุขัย (เห็นได้ชัดในฉากแรกที่ทหารหนุ่มลักลอบหนีออกจากวังกับนางสนมแต่ก็ไม่สำเร็จ) ทว่าเรื่องของหัวใจกลับเป็นข้อยกเว้น เราห้ามความรักไม่ได้ฉันใด เราก็คงบังคับให้รักไม่ได้ฉันนั้น สะท้อนให้เห็นว่าธรรมชาติของความรักนั้นอยู่เหนือการครอบครองและควบคุม (ทั้งการบังคับให้รักตัวเราและการบังคับให้รักชาติรักแผ่นดิน)
ฉากควบม้าอันเป็นภาพฝันในตอนจบสื่อถึงอิสรภาพที่งดงามระหว่างพระราชาและองครักษ์ เป็นภาพอุดมคติที่พระราชาได้ทำอย่างที่ใจนึกฝันและองค์รักษ์ก็ได้เปิดเผยอย่างเป็นตัวเอง ผมเชื่อว่านี่ไม่ใช่เพียงแค่ภาพฝันของคนสองคน แต่เป็นภาพฝันของสังคมโลก สังคมของมนุษยชาติที่เราจะอยู่ร่วมกันฉันท์มิตร ไม่ใช่ในฐานะที่ใครเหนือหรือต่ำกว่าใคร
ที่มา :http://tourinlove.com/TourKorea.html